“วันศุกร์ประเสริฐ พระราชกิจของพระคริสต์ไม้กางเขน”


วันศุกร์ประเสริฐ คือวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

หลังจากที่พระเยซูคริสต์ประสูติ พระองค์ก็เจริญวัยขึ้นในครอบครัวของโยเซฟ ซึ่งเป็นช่างไม้ในเมืองนาซาเร็ธ (ลูกา 2:52) จนกระทั่งถึงวัย 30 พระชันษา พระองค์ได้เสด็จออกสั่งสอนตามหมู่บ้าน ในชนบท ตามเขตแดนต่างๆ ของประเทศอิสราเอล ทรงสั่งสอนถึงแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์ตรัสว่า

“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)

พระองค์รักษาคนป่วยให้หาย คนตายให้ฟื้น และทรงขับผีออกโดยฤทธิ์ของพระเจ้าพระองค์ทรงสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ บนพื้นฐานของความรัก พระองค์ได้สรุปหลักการดำเนินชีวิตที่สำคัญที่สุดว่า

“จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (มาระโก 12:30-31)

มีผู้คนมากมายเลื่อมใสพระเยซู ทำให้ผู้นำศาสนาไม่พอใจ จึงได้ยุยงให้ประชาชนอีกส่วนหนึ่งต่อต้านพระองค์ และได้ติดสินบนยูดาสให้ชี้ตัวพระเยซู


ช่วงอาทิตย์สุดท้าย พระเยซูได้เสด็จประทับที่กรุงเยรูซาเล็ม จนถึงวันพฤหัสบดีและได้ร่วมโต๊ะเสวยกับเหล่าสาวกเป็นครั้งสุดท้าย ที่เรียกว่า “LAST SUPPER” (มัทธิว 26:26-29) หลังจากนั้น พระองค์จึงพาสาวกของพระองค์ไปอธิษฐานที่สวนเกทเสมนี พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าถึง 3 ครั้ง (มัทธิว 26:36-46) จากนั้นยูดาสสาวกของพระองค์ และคนเป็นอันมากมาจับพระองค์ไป พระองค์ก็เสด็จไปโดยมิได้ขัดขืน และทรงห้ามสาวกไม่ให้ต่อสู้


เช้าวันศุกร์ (ศุกร์ประเสริฐ) บรรดามหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ ได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อจะประหารพระเยซู จึงจับพระองค์ไปให้ปิลาตไต่สวน แต่ปิลาตเห็นว่าพระเยซูไม่มีความผิด จึงคิดจะปล่อยพระองค์ไป แต่บรรดาประชาชน ได้ตะโกนให้ปล่อยบารนาบัสนักโทษประหาร ปิลาตไม่อาจขัดใจประชาชนได้ จึงสั่งให้นำน้ำมาล้างมือต่อหน้าฝูงชน ประกาศไม่รับผิดชอบต่อคดีของผู้บริสุทธิ์นี้ ประชาชนทั้งหลายต่างตะโกนว่า “ให้เลือดของเขาตกอยู่บนเราและลูกหลานของเรา”  ปิลาตจึงปล่อยบารนาบัสและมอบพระเยซูให้เขานำไปตรึง ทหารโบยตีพระเยซู เปลื้องฉลองพระองค์ออก เอาเสื้อสีแดงเข้มมาสวมให้ เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมและให้พระองค์ถือไม้อ้อไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวา แล้วคุกเข่าเยาะเย้ยว่า “กษัตริย์ชาติยูดาห์จงทรงพระเจริญ” แล้วถ่มน้ำลายรดพระองค์ เอาไม้อ้อตีพระเศียร และให้พระองค์แบกกางเขน พาไปที่ภูเขากลโกธา (กระโหลกศีรษะ) และใช้ตะปูตอกตรึงพระองค์ไว้บนไม้กางเขน (มัทธิว 27:32-34) โดยมีโจร 2 คน ถูกตรึงไว้ที่ข้างซ้ายและข้างขวา เกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินตั้งแต่เวลาเที่ยงจนถึงบ่าย 3 โมง พระเยซูตรัสเป็นครั้งสุดท้ายว่า “สำเร็จแล้ว” และทรงสิ้นพระชนม์ พอพลบค่ำมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อโยเซฟมาขอพระ ศพพระเยซูไปฝังไว้ที่อุโมงค์ใหม่ เอาผ้าป่านที่สะอาดพันพระศพไว้ และเอาหินก้อนใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้


พระเยซูผู้บริสุทธิ์ต้องรับโทษที่พระองค์ไม่ได้กระทำ เพื่อคนบาปอย่างเรา เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้สละชีวิตเพื่อเรา ในขณะที่เราเป็นคนบาป

ดังนั้นคริสเตียนจึงถือว่า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นสิ่งประเสริฐ เมื่อถึงวันนี้ของทุกปี คริสตจักรทั่วโลกจึงได้รวมตัวกันในแต่ละแห่ง ร่วมนมัสการระลึกถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อเราบนไม้กางเขน จนถึงทุกวันนี้


อาเมน….ขอบคุณพระเจ้า

Related Articles