ศจ.ผศ.ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์

by abidah
0 comment

ผศ.ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์

ผมได้รับเพราะผมกล้าให้พระองค์ 

  • “อดีตมาเฟีย “เม้ง จตุ-จักร” ผู้เคยเป็นหนี้ธนาคารกว่า 800 ล้านบาท”
  • ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริษัท เอ็ม เจ เจ มาร์เก็ต กรุ๊ป จำกัด ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ และเป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กรมากมายทั้งด้านธุรกิจและการเมือง

“ผมเคยเป็นมาเฟีย”

ผมเริ่มธุรกิจที่ตลาดนัดหลังจากจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นคนบุกเบิกต่อสู้มาตลอดตั้งแต่ตอนที่กรุงเทพมหานครย้ายตลาดนัดจากสนามหลวงมายังพหลโยธิน จนปัจจุบันตลาดนัดจตุจักรนับเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อเล่นของผมชื่อ เม้ง จึงเป็นที่มาของฉายา “เม้ง จตุจักร” ผมทำค้าขายพร้อมกับช่วยพัฒนาส่วนรวมอย่างแข็งขันจนประชาชนให้ความเชื่อถือเพราะเห็นว่าผมเป็นคนดีที่พึ่งพาได้จึงให้เป็นนายกสมาคมผู้ประกอบการค้าตลาดนัดจตุจักร จนในปี 2011 สมัยที่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นยุคที่มีการปราบมาเฟีย รัฐบาลแบ่งมาเฟียออกเป็น 5 ประเภท ผมถูกจัดอยู่ในประเภทที่ 5 คือ สามารถนำคนไปทั้งในทางดีและทางร้ายได้ เพราะในอดีตผมเคยเรียกคนไปรวมตัวกันเพื่อประท้วงรัฐบาลหรือไปเรียกร้องความชอบธรรมได้เป็นหลักหมื่นๆ คน ผมจึงถูกจำกัดไม่ให้มีการเคลื่อนไหว ผมจึงหนีจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่พัทยา
ใครก็ได้ช่วยผมที


เมื่อไปอยู่ที่พัทยา ผมได้ร่วมกับเพื่อนทำธุรกิจที่ผมถนัด คือ ศูนย์การค้าที่พัทยากลาง ชื่อ “เดอะมาร์เก็ตพัทยา” (The Market Pattaya) ซึ่งในปี 2002 ได้ลงทุนไปในวงเงินมูลค่า 800 ล้านบาท ผมดูแลมาจนกระทั่งปี 2003 ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ผมจึงไปพึ่งหมอดู เขาบอกให้ตั้งศาลพระพรหม ผมก็สร้างศาลพระพรหมไปหลายแสนบาทแต่ก็ไม่เกิดผลอะไร ต่อมามีหมอดูอีกคนหนึ่งบอกว่าต้องตั้งศาลพ่อปู่เนื่องจากที่ดินนี้อยู่ตรงข้ามกับทะเล และต้องสร้างศาลตะเคียนด้วยเพราะตรงกลางที่ดินมีต้นตะเคียนเก่าแก่ ผมก็ทำตามคำแนะนำแต่ธุรกิจก็ยังแย่เหมือนเดิม จากนั้นมีพราหมณ์คนหนึ่งบอกว่ายังขาดศาลพระภูมิและนางกวัก ก็ตั้งศาลทั้งกราบไหว้ด้วยพวงมาลัยทุกวันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมไม่รู้จะยึดถืออะไรแล้วจึงไปดูหมอยิปซี เขาบอกว่าต้องไปทำบุญ 9 วัด ตอนนั้นผมมีเงินในกระเป๋าเหลือแค่หมื่นกว่าบาท ก็ขับรถตระเวนไปทำบุญจนเงินเกือบหมด แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย


“ความช่วยเหลือจากคนของพระเจ้า”

ในช่วงปลายปี 2003 นั้น ภรรยาและลูกๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ ได้แวะมาเยี่ยมผม และพาศิษยาภิบาล (อาจารย์สอนคริสตจริยธรรมผู้ดูแลคริสตจักร) ซึ่งเป็นชาวไนจีเรียพร้อมกับผู้รับใช้พระเจ้าอีกประมาณ 5 คนมาด้วย ผมก็ต้อนรับอย่างดีโดยจัดหาที่พักและจัดการเรื่องอาหารให้เพราะเป็นแขกของภรรยา ในเวลากลางวันนั้นผมเดินไปที่ห้องพักของพวกเขาเพื่อจะชวนไปทานอาหาร ผมเห็นว่าพวกเขาร้องเพลงกันอยู่ในห้องจึงนั่งรอภรรยากับลูกอยู่หน้าห้อง เพลงที่พวกเขาร้องเป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้า ผมได้ยินพวกเขาพูดถึงพระเจ้า สันติสุข และความรอดในบทเพลงซึ่งในเวลานั้นผมยังไม่เข้าใจความหมาย รู้เพียงว่าขณะที่ฟังเพลงที่พวกเขาร้อง ผมรู้สึกสบายใจคลายกังวลอย่างอัศจรรย์ แล้วผมก็ได้ยินพวกเขาอธิษฐานให้ผม ทั้งเรื่องธุรกิจ ครอบครัว และอธิษฐานเผื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ผมแปลกใจว่าทำไมพวกเขาไม่อธิษฐานให้ตัวของเขาเอง จนกระทั่งพวกเขาทำทุกอย่างเสร็จ ผมก็ชวนพวกเขาไปทานอาหาร แต่พวกเขารวมทั้งภรรยาผมกลับปฏิเสธเพราะกำลังถืออดอาหาร ผม

“แปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อศิษยาภิบาลชาวไนจีเรียบอกว่าเขาจะถืออดอาหาร 3 วัน เพื่ออธิษฐานให้ผมเขาถามว่าผมเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าช่วยผมได้ทุกเรื่อง แต่เครื่องรางของขลังที่ผมห้อยอยู่นี้ช่วยอะไรผมไม่ได้ เขาถามว่าผมกล้าไหมที่จะทิ้งเครื่องรางของขลังทั้งหมดผม”

ก็บอกว่าผมกล้าทิ้งถ้าพระเจ้าจะให้มีสันติสุขในครอบครัวและทำให้ชีวิตผมดีขึ้น แล้วเขาก็เอาเครื่องรางของขลังและรูปเคารพที่ผมมีทิ้งขยะไปตอนแรกผมใจหายและเสียดายเพราะว่าแต่ละอันราคาแพงมากแต่ผมก็ทิ้งไปทั้งหมด ในวันนั้นเองผมก็ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของผม (ตอนนั้นผมเชื่อพระเจ้าแบบ 50-50 เพราะเป็นคนที่เชื่ออะไรค่อนข้างยาก แต่ก็เชื่อเพื่อให้ภรรยาสบายใจ)

“จากนั้นศิษยาภิบาลก็บอกให้ผมอธิษฐานขอกับพระเจ้า 3 ข้อ เขาบอกว่าเมื่อผมกล้าให้พระเจ้า พระเจ้าก็สามารถให้ผมได้เวลานั้นผมก็ขอไปโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

  • ข้อแรกผมขอให้ประชาชาติพบสันติสุขเพราะผมชอบช่วยเหลือสังคม
  • ข้อสองผมขอให้ธุรกิจการค้า การงาน การเงิน การเมือง สังคม การศึกษาของผมกลับคืนมาสู่สภาพดีและดีกว่าเดิม
  • ข้อสุดท้าย ผมบอกพระเจ้าว่าขอให้ครอบครัวมีสันติสุขเพราะช่วงนั้นครอบครัวอยู่ไกลกัน

ก่อนที่คณะอาจารย์ชาวไนจีเรียจะกลับ พวกเขาก็ไปที่ เดอะมาร์เก็ตพัทยา ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ และได้อธิษฐานเผื่อสถานที่นั้นโดยขอให้พระเจ้าสถิตอยู่และขับไล่วิญญาณชั่วทั้งหลายด้วย


“พระเจ้า พระผู้ช่วยที่แท้จริง”

เวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน ผมก็เริ่มมีอาการมือสั่นและนอนไม่หลับ ผมสงสัยว่าเป็นเพราะความเครียด ไปโรงพยาบาลหลายแห่งคุณหมอต่างก็ลงความเห็นว่าผมเครียด แต่ทานยาไปหลายชุดก็ยังไม่หาย ภรรยาผมจึงโทรไปเชิญให้ศิษยาภิบาลชาวไนจีเรียคนนั้นมาอธิษฐานให้ จากนั้นอาการผมก็เริ่มดีขึ้น ผมจึงไปนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรเจ้าสาวพระคริสต์ตามคำชวนของศิษยาภิบาล ในวันที่ผมไปนมัสการพระเจ้านั้น ผมรู้สึกว่ามีความสุขมาก รู้สึกได้รับการปลดปล่อยเมื่อกลับมาที่บ้านก็จับมือภรรยาและลูกๆ อธิษฐาน พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของผมโดยให้ครอบครัวกลับมาอยู่ร่วมกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

จากนั้นธุรกิจ “เดอะมาร์เก็ตพัทยา” ก็กลับดีขึ้นมา ผมขายพื้นที่ได้หมดในปี 2004 ตั้งแต่นั้นผมก็ไปนมัสการพระเจ้าเป็นประจำ แล้วการอัศจรรย์ของพระเจ้าก็เกิดขึ้น ผมมีโอกาสได้ต้อนรับพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่ตลาดนัดจตุจักร เขาบอกว่าผมคือมาเฟียแห่งความดี และเหตุการณ์ที่ผมประทับใจที่สุดก็คือในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนั้น

“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จประพาสตลาดนัดจตุจักร ผมได้ถวายงานพาเสด็จประพาสเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ผมซาบซึ้งใจมากที่พระองค์ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้ผมถวายงานอย่างใกล้ชิด”

ผมเชื่อว่าพระเจ้าจัดเตรียมสิ่งดีนี้ให้แก่ผมพระองค์ก็ได้เปลี่ยนภาพผมใหม่ จากมาเฟียได้กลายเป็นมาเฟียแห่งความดี ที่ได้มีโอกาสรับใช้เชื้อพระวงศ์และผู้นำประเทศ

“เมื่อกล้าให้พระเจ้า พระเจ้าก็จะให้คุณ”

หลังจากที่ขายโครงการ “เดอะมาร์เก็ตพัทยา” และหมดหนี้แล้ว ผมก็มาร่วมทุนและบริหารที่ศูนย์การค้าไอที สแควร์ (หลักสี่พลาซ่า) ในปี 2005 ผมได้เป็นประธานจัดงาน “ศึกยอดมวยโลก PABA” ขึ้นที่นั่น ซึ่งมีผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมมาร่วมงานมากมาย โดยมีท่านกว้าง รอบคอบ อดีตอธิบดีกรมสามัญศึกษาเป็นประธานอำนวยการ เวลานั้นผมเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกและไม่ค่อยมีคนทราบมากนัก แต่ท่านกว้างทราบและให้เกียรติผมโดยเรียกชื่อผมเต็มยศในงานว่า ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์ ชื่อเสียงของผมเลยโด่งดังขึ้น จากนั้นชีวิตของผมก็เริ่มเปลี่ยนจากผู้บริหารธรรมดามาเป็นผู้บริหารระดับชาติหนังสือพิมพ์ต่างๆ ก็ให้ชื่อผมว่าเป็นผู้สร้างตำนาน เป็นปรมาจารย์แห่งการตลาด เพราะเป็นผู้ที่จบปริญญาเอกด้านการบริหารการตลาด (Marketing Management) ผมได้เป็นที่ปรึกษาให้บริษัทต่างๆ และเริ่มได้รับรางวัลด้านบริหารการตลาดและรางวัลอื่นๆ ระดับชาติมากมาย