เนื่องจากคริสเตียนเชื่อและติดตามพระเจ้าที่มองไม่เห็น ดังนั้นการดำเนินชีวิตคริสเตียนจึงเป็นการดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ เหมือนดังที่พระคัมภีร์ใน รม.1:17 กล่าวว่า “เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออกโดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ”


การที่คริสเตียนต้องดำเนินชีวิตอยู่โดยความเชื่อนี้เอง เป็นเหตุให้มีการทดลองเกิดขึ้นในชีวิตคริสเตียน ซึ่งการทดลองนั้นมาจาก 2 แหล่ง และ 2 จุดประสงค์  คือ

  • แหล่งที่ 1 มาจากพระเจ้า เพื่อ “ทดสอบ” ความเชื่อของเรา โดยมีจุดประสงค์ให้เรา “ผ่าน” การทดสอบนั้น
  • แหล่งที่ 2 มาจากมารซาตาน เพื่อ “ทดลอง” จุดประสงค์ก็คือให้เรา“ละทิ้ง” ความเชื่อ เป็นการ“พ่ายแพ้” ต่อการทดลอง

โดยสรุปแล้ว การทดลองโดยทั่วไปจึงเป็นการ “ลองดูความเชื่อ” ของเราว่าแท้หรือไม่ (ลก.8:13)ซึ่งมีมาในหลายๆ รูปแบบ เช่น

  1. คริสเตียนควรตระหนักถึงความจริงเรื่องการทดลอง

1.1 การทดลองเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตของผู้เชื่อ 1คร.10:13 กล่าวว่า “ไม่มีการทดลองใดๆ ที่เกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลองที่เคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย”

สิ่งที่เราต้องตระหนักในการดำเนินชีวิตคริสเตียนก็ คือ การทดลองเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดขึ้นในชีวิตของผู้ที่เชื่อ ปัญหาของเราจึงไม่ใช่มานั่งหวาดกลัวว่าจะเกิดการทดลองขึ้นกับเราเมื่อไหร่ แต่เราควรที่จะตัดสินใจว่าเราจะยืนหยัดและมีชัยชนะเหนือการทดลองทุกรูปแบบที่เข้ามาในชีวิตของเราต่างหาก การตระหนักถึงความจริงที่ว่าการทดลองเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้เชื่อจะทำให้เรากล้าเผชิญกับความจริงและไม่หวาดกลัวเพราะรู้ว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ถูกทดลองแต่ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าก็ล้วนได้รับการทดลองทั้งสิ้น เช่น

อับราฮัม ถูกทดสอบ ความเชื่อโดยให้ถวายบุตรคนเดียวแก่พระเจ้า

โยบ ถูกทดลองให้แช่งด่าพระเจ้า เพราะความทุกข์ยากต่าง ๆ

โยเซฟ ถูกทดสอบความเชื่อในนิมิตที่พระเจ้าให้ โดยให้ถูกขายไปเป็นทาสและติดคุก

โมเสส ถูกทดสอบให้เดินกับพระเจ้า โดยละทิ้งตำแหน่งบุตรของธิดาฟาโรห์ ซึ่งอาจจะได้เป็นกษัตริย์ในอนาคต

ผู้เชื่อในยุคแรก   ถูกทดลองความเชื่อโดยถูกการข่มเหงและอีกมากมาย ท่าทีของเรา ไม่ใช่เราจะถูกทดลองหรือไม่แต่เราจะเอาชนะการทดลองได้อย่างไร

1.2  การทดลองที่เกิดขึ้นไม่เกินกว่าที่เราจะทนได้1คร.10:13กล่าวว่า “พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้”

การตระหนักความจริงที่ว่า “การทดลองที่มาถึงเราไม่หนักเกินไปสำหรับเรา” นั้นจะทำให้เรามีความหวังที่จะมีชัยชนะเหนือการทดลองนั้นได้ เพราะ“ไม่มีที่ใดที่พระคุณของพระเจ้าไปไม่ถึง” เมื่อเกิดการทดลองขึ้นในชีวิตของเรานั่นหมายความว่าพระเจ้ารู้ว่าเรามีความสามารถที่จะรับกับการทดลองนั้นได้ระดับไหนพระเจ้าก็จะอนุญาตให้เท่านั้นดังนั้นท่าทีของเราในการรับการทดลองนั้นจึงควรเป็นท่าทีที่มั่นใจในพระเจ้าที่อยู่ในเราเราจะสามารถผ่านการทดลองนั้นได้การตระหนักเช่นนั้นจะทำให้เรามองแง่บวกและมีความหวังและความวางใจในพระเจ้า

1.3  การทดลองทุกอย่างมีทางที่หลีกเลี่ยงได้ด้วย1คร.10:13 “และเมื่อทรงทดลองท่านนั้นพระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย”

การเผชิญกับการทดลองที่เข้ามาในชีวิตของเรา เราต้องตระหนักเสมอว่ามีทางออกสำหรับการทดลองทุกอย่าง ไม่มีทางตันสำหรับผู้ที่เชื่อเพราะพระเจ้าจะไม่ให้เราอยู่ในสภาพที่ไม่มีทางออก ให้เรามีกำลังใจว่าอย่างน้อยเราก็มีทางที่จะหลบหลีก เช่น

  • *หลีกเลี่ยงการทดลองเรื่องการล่วงประเวณี โดยการไม่อ่านหนังสือลามก หรือ ดูภาพโป๊ไม่อยู่กันตามลำพังในที่ลับตากับเพศตรงข้าม
  • *หลีกเลี่ยงการทดลองเรื่องการฉ้อโกง โดยการไม่ทำบัญชีหรือนับเงินคนเดียวแต่ให้มีพยานรู้เห็นในการนับเงินหรือทำบัญชีร่วมด้วยเสมอ
  • *หลีกเลี่ยงการทดลองเรื่องการแต่งงานกับคนไม่เชื่อ ไม่นัดพบกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าตามลำพัง
  • *หลีกเลี่ยงการทดลองเรื่องการไม่ถวายสิบลดโดยการหักสิบลดถวายพระเจ้าทันทีที่เงินเดือนออก ไม่ขอยืมเงินสิบลดพระเจ้าไปใช้ก่อน
  • *หลีกเลี่ยงการทดลองเรื่องความต้องการอยากได้รับเกียรติโดยตั้งเป้าหมายทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
  • *หลีกเลี่ยงการทดลองเรื่องความโลภ โดยการขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่มีอยู่ ฯลฯ

1.4  จุดประสงค์ของการทดลองก็เพื่อจะทำให้เรา“ละทิ้ง” หรือ “พ่ายแพ้”แต่พระเจ้าก็ช่วยเหลือเรา 1คร.10:13 ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้”

การตระหนักถึงความจริงของพระเจ้า ที่อนุญาตให้มีการทดลองเกิดขึ้นกับชีวิตของเราพระองค์มีจุดประสงค์เพื่อเราจะมีชัยชนะผ่านการทดลองนั้นนับเป็นกำลังใจอันใหญ่หลวง ที่จะทำให้เรามีชัยชนะเหนือการทดลองนั้นจุดประสงค์ที่พระเจ้าให้เกิดการทดลองขึ้นในชีวิตของเรามิใช่เพื่อให้เราสอบตกหรือทนไม่ได้ หรือต้องพ่ายแพ้ไปแต่พระเจ้าคาดหวังว่าเราจะทนได้และผ่านการทดลองนั้นดังนั้นพระเจ้าจึงให้เรามีทางหลีกเลี่ยงได้ด้วย ถ้าหากเรายังไม่สามารถเอาชนะพระเจ้าก็ไม่ต้องการจะให้เราแพ้

ดังนั้นพระเจ้าให้การทดลองกับเราก็เพื่อเราจะสอบผ่าน ไม่ใช่เพื่อให้เราแพ้ดังพระคัมภีร์ตอนท้ายกล่าวว่า “เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้” พระเจ้าจึงไม่ให้อะไรเข้ามาในชีวิตของเรา ที่เกินกว่าเราจะทนได้การตระหนักความจริงนี้จะทำให้เรามีกำลังใจใหญ่หลวงว่า อย่างน้อยเราก็จะไม่แพ้แน่นอนเรายังสามารถรักษาตัวเอาไว้ได้จนกว่าจะผ่านการทดลองไปได้

  1. หนทางแห่งชัยชนะ

การทดสอบจากพระเจ้าเป็นการทดลองความเชื่อของเราเพื่อเราจะผ่านการทดสอบและเติบโตขึ้นกับพระเจ้าในเรื่องนั้นๆ ซึ่งในการทดสอบของพระเจ้านั้นพระเจ้าอนุญาตให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นในชีวิตของเราเพื่อทดสอบเราในเรื่องต่างๆ ดังกล่าว เพื่อให้เราสอบผ่านเมื่อเราสอบผ่านเราก็จะเติบโตขึ้นกับพระเจ้าในเรื่องนั้นๆ เช่น

  • จากที่เป็นคนหยิ่งก็จะกลายเป็นคนที่นอบน้อมถ่อมใจ
  • จากความโกรธก็กลายเป็นมีใจอ่อนโยน
  • จากการความขมขื่น ก็กลายเป็นให้อภัยโดยความรัก
  • จากการวิตกกังวล ก็กลายเป็นความวางใจในพระเจ้า อย่างนี้เป็นต้น

แต่ถ้าเราสอบตกในการทดสอบของพระเจ้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พระเจ้าก็จะนำเรื่องนั้นกลับมาทดสอบเราอีกในโอกาสหน้า เพื่อเราจะสอบให้ผ่านและเติบโตขึ้นกับพระเจ้าในทุกๆด้านของชีวิต สิ่งที่น่าประทับใจในพระเจ้าก็คือ พระเจ้ารักเราเกินกว่าที่จะยอมปล่อยเราให้พ่ายแพ้ความรักของพระเจ้ามากพอที่จะทำให้พระองค์ยอมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเราจนกว่าเราจะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากเกิดการทดลอง การทดสอบขึ้นในชีวิตของเราให้เราตระหนักเสมอว่า “การทดสอบของพระเจ้ามาถึงเราด้วยความรัก” เพื่อเราจะเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นในพระเจ้าอีกขั้นหนึ่ง รม.8:35, 37

สรุป   การทดสอบจากพระเจ้าเพื่อให้เราเติบโต แต่การทดลองจากซาตานเพื่อให้เราพ่ายแพ้เราควรระมัดระวังไม่ให้ตกลงไปในการทดลองของมารซาตาน  โดยการอธิษฐาน เฝ้าระวังอยู่เสมอ (มธ.6:13, 26:41) (มก.14:38)

ข้อพระคัมภีร์ท่องจำ 1คร.10:13


Related Articles

Comments are closed.